| วิกฤตจิตใจจากภัย 7 ตุลา และภัยเศรษฐกิจ |
|
| วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2008 เวลา 18:54 น. |
วิกฤตจิตใจจากภัย 7 ตุลา และภัยเศรษฐกิจศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์ หากสามารถหมุนย้อนเวลากลับไปได้ ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคน คงอยากย้อนเวลาไปหยุดไว้ก่อน 6 โมงเช้า ของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ขึ้นที่บริเวณรัฐสภา แต่ในเมื่อเราไม่สามารถหมุนย้อนเวลากลับไปได้แล้ว ก็คงต้องหันหน้ามาช่วยกัน เพื่อลดหรือรักษาผลกระทบต่อจิตใจจากเหตุการณ์ในวันดังกล่าว ทวิวิกฤตของคนไทย ที่ต้องร่วมใจมาช่วยกัน หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2551 พาดหัวข่าวว่า “Twin Crises” หรือ ทวิวิกฤต คือวิกฤต 2 อย่างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ วิกฤตการเงิน กับวิกฤตการเมือง สำหรับวิกฤตการเงินนั้น มีต้นกำเนิดจากประเทศ สหรัฐอเมริกา แล้วแผ่ขยายไปยังกลุ่มประเทศทวีปยุโรป แม้จะส่งผลต่อตลาดทุน ตลาดหุ้นของไทยโดยทันที แต่ผลกระทบต่อสุขภาพจิตในขณะนี้นั้น น่าจะเกิดจำกัดเฉพาะกับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ส่วนผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่จะเกิดเป็นวงกว้าง อาจจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีหน้า หรืออาจจะเป็นปีถัดไป เรียนรู้จากเหลียวหลัง เพื่อระวังยามแลหน้า หากเรามองย้อนหลังไป เมื่อคราวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2540 เราจะเห็นว่า อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทย ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นทันทีในปีนั้น แต่จะพุ่งสูงขึ้นในอีก 2 ปีถัดมา กล่าวคือจากอัตรา 6.9 ต่อ 100,000 คน ในปี 2540 เพิ่มขึ้นเป็น 8.1 ในปี 2541 และสูงสุดเป็น 8.6 ในปี พ.ศ.2542 จนทำให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ต้องใช้กลยุทธ์หลาย ๆ อย่าง เพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยจนประสบความสำเร็จ คือค่อย ๆ ลดลงมาเป็นลำดับ ดังนั้นหากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงมาก จนทำให้ภาคการส่งออกของไทยต้องลดการผลิตลงอย่างขนานใหญ่ และต้องปลดคนงานออก จนส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2552 แล้วละก็ น่าเชื่อได้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทย จะกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี 2553 – 2554 นี้ อย่างแน่นอน ถ้าเราไม่ได้เตรียมป้องกันไว้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้
วิกฤตการเมือง กระทบวันนี้ไม่ใช่ปีหน้า แต่วิกฤตการเมือง โดยเฉพาะวิกฤตจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม และมีต้นกำเนิดจากประเทศไทยเราเอง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตโดยทันที แม้ผู้ที่ได้รับบาดแผลทางร่างกาย จะได้รับการเย็บแผล จนในเวลาไม่นานก็คงสามารถตัดไหม หรือแผลหายเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่บาดแผลทางใจ (psychic trauma) นั้น มักใช้เวลานานกว่า บางคนใช้เวลาเป็นเดือน บางคนเป็นปี และมีบางคน แม้หลายปีแล้วก็ยังไม่หาย รวมทั้งผู้บาดเจ็บที่ได้กลับบ้านไปแล้ว เนื่องจากมีหลักฐานทางวิชาการว่า ผลกระทบทางจิตใจ อาจจะรุนแรงแม้ในกลุ่มที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นกับต้นทุนเดิมทางด้านจิตใจของคน ๆ นั้นด้วย เช่นบุคลิกภาพ, กลไกทางด้านจิตใจ (defense mechanism) ที่ใช้เมื่อเผชิญกับความเครียด, ความสามารถในการยืนหยัดหรือฟื้นคืนกลับเมื่อเผชิญกับอุปสรรค (resilience) เป็นต้น ผลกระทบทางจิตใจนั้น ไม่เพียงแต่เกิดกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น แต่ญาติหรือคนใกล้ชิดของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็อาจพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่บริโภคข่าวสาร ผ่านสื่อนานาชนิดที่นำเสนอทั้งภาพและข่าว จนส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจ เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตทางจิตใจ เหตุการณ์สะเทือนขวัญ (traumatic event) ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากธรรมชาติ หรือจากมนุษย์ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ไปจนถึงขั้นป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ทั้งโรค “เอเอสดี” (ASD-Acute Stress Disorder) และโรค “พีทีเอสดี” (PTSD-Post traumatic Stress Disorder) ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ จิตแพทย์ไทยมีประสบการณ์มากขึ้น ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ ทั้งจากเหตุการณ์สึนามิ และเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ขณะนี้จะยังไม่มีข้อมูลว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ได้ส่งผลให้เกิดอุบัติการณ์ของปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคทางจิตเวชอะไรบ้าง แต่การเฝ้าระวังและติดตามคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (high risk group) ก็เป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติ ดูแนวทางการประเมินอาการทางจิตที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ได้ในตารางข้างล่างนี้ ตารางแสดง การประเมินอาการทางจิตหลังเกิดเหตุการณ์ (ถ้าพบตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยง)
1. นอนไม่หลับเกือบทั้งคืนมา 5 วันติดต่อกัน
2. คิดอยากตาย / ทำร้ายตนเอง
3. หวาดกลัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้
4. สะดุ้ง ผวา ตกใจง่าย ตลอดเวลา
5. เห็นภาพเหตุการณ์หรือฝันร้ายถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ
6. โกรธแค้น/คิดจะทำร้ายผู้อื่น
7. อึดอัด หายใจติดขัด ใจสั่น เหมือนกำลังจะตาย
8. เบื่อหน่ายมาก ไม่อยากทำอะไรเลย
9. คิดวิตกกังวล ตึงเครียดมากจนไม่สามารถประกอบอาชีพ /ทำกิจวัตรประจำวันได้
10. สับสน ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งรอบตัว ทำอะไรไม่รู้ตัว สื่อสารกับผู้อื่นไม่ได้
11. แยกตัวเองไม่พูดคุยกับใคร
12. เครียดจนกระทั่งต้องพึ่งพา หรือเพิ่มปริมาณการใช้สิ่งเสพติด (บุหรี่, สุรา ฯลฯ)
* ตารางนี้ปรับปรุงจากเวชระเบียนเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ของกองจิตเวชและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
** หมายเหตุ : หากมีอาการที่ปรากฏในตารางข้างต้น หมายความว่า มีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่า มีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือเป็นโรคทางจิตเวช และหากมีอาการข้างต้นติดต่อกันอยู่นาน มากกว่า 2 สัปดาห์ และมีผลรบกวนต่อการทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ควรไปปรึกษาและตรวจรักษา ที่คลินิกจิตเวช ของโรงพยาบาลใกล้บ้าน
วิกฤตจิตใจจากภัย 7 ตุลา : การเยียวยาและทางออก
เพื่อให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องนี้ และมาร่วมกันหาทางออกในมิติของสุขภาพจิตด้วยกัน สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย จะจัดการสัมมนาสำหรับแพทย์และประชาชน เรื่อง “วิกฤตจิตใจจากภัย 7 ตุลา: การเยียวยาและทางออก” ในวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2551 ณ ห้องประชุมพัชรกิติยาภา อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิเช่น ผศ.นพ.พนม เกตุมาน, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ เป็นต้น จึงขอเชิญชวนแพทย์และประชาชนผู้สนใจ เข้ารับฟังการสัมมนาดังกล่าวได้ฟรี
สมาคมจิตแพทย์ฯ เชื่อว่าในที่สุดแล้ว คนไทยเราจะผ่านพ้นวิกฤตจิตใจจากภัย 7 ตุลานี้ไปได้ เพื่อให้มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง และพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตลูกใหม่ ซึ่งเป็นวิกฤตการเงินที่ยิ่งใหญ่ในปีหน้าต่อไป
|